นอกจากภาษาต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมเพื่อการจัดการฐานข้อมูล  เช่น Cobol , Pascal ฯลฯ  ในระบบจัดการฐานข้อมูลจะมีภาษาเฉพาะที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล  เป็นคำสั่งที่ง่าย  ไม่ซับซ้อน  โดยเรียกใช้ผ่านระบบจัดการฐานข้อมูล  ภาษาดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ชนิด  คือ
                 1. ภาษาสำหรับนิยามข้อมูล (Data Definition Language : DDL)  หมายถึง  คำสั่งที่ใช้กำหนดโครงสร้างที่ได้จากการออกแบบฐานข้อมูลว่าประกอบด้วย  แอททริบิวต์อะไรบ้าง  เก็บข้อมูลชนิดใด  เป็นต้น  ผลที่ได้รับจากการแปล (Compile)  คำสั่งที่เขียนด้วย DDL จะเกิดเป็นแฟ้มชนิดหนึ่ง เรียกกว่า พจนานุกรมข้อมูล
                พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) เป็นแฟ้มที่จัดเก็บรายละเอียดของรีเลชั่นต่าง ๆ ในฐานข้อมูล  โดยเก็บในรูปของตารางที่เป็นโครงสร้างข้อมูล  ได้แก่  ชื่อรีเลชั่น ชื่อแอททริบิวต์ต่าง ๆ คีย์หลักของแต่ละรีเลชั่น  คีย์นอก  และข้อจำกัดต่างๆ ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับการเรียกใช้ข้อมูลในระบบ  การควบคุมรักษาความปลอดภัยของข้อมูลพจนานุกรมข้อมูล  จะถูกสร้างโดยใช้ภาษาสำหรับนิยามข้อมูล  โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นผู้ดำเนินการสร้างพจนานุกรมข้อมูลขึ้นตามรายละเอียดที่เขียนในคำสั่ง  เมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลจากรีเลชั่นต่าง ๆ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็จะเรียกผ่านพจนานุกรมข้อมูล  จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล
                ตัวอย่าง  การใช้ภาษา SQL (Structure Query Language)  เพื่อกำหนดโครงสร้างของตารางนักศึกษา  ซึ่งประกอบด้วยแอททริบิวต์ต่อไปนี้

                     รหัสนักศึกษา          เป็นชนิดอักขระ           จำนวน 8 ไบต์
                     ชื่อนักศึกษา            เป็นชนิดอักขระ           จำนวน 20 ไบต์
                     อายุ                       เป็นชนิดเลขจำนวนเต็ม

ค่าใช้จ่าย/เดือน      เป็นชนิดตัวเลขทศนิยม (ความกว้าง 9 หลัก ทศนิยม 2 ตำแหน่ง)
สามารถใช้คำสั่งใน SQL เพื่อกำหนดโครงสร้าง  ได้ดังนี้

           CREATE   TABLE    STUDENT
            ID                          CHAR(8),
            NAME                    CHAR(20),
            AGE                       INTEGER,
            PAY                       DECIMAL(9, 2)  

                   2. ภาษาสำหรับดำเนินการกับข้อมูล (Data Manipulation Language: DML) หมายถึง  คำสั่งที่ใช้ในการเรียกใช้ข้อมูล  ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลซึ่งในระดับผู้ใช้  ไม่จำเป็นต้องทราบวิธีการจัดเก็บข้อมูลจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร  ในการดำเนินการกับข้อมูลผู้ใช้จึงเป็นแต่เพียงใช้คำสั่งใน DML ผ่านทางระบบการจัดการฐานข้อมูล  เรียกผ่านพจนานุกรมข้อมูล
                   ตัวอย่าง  คำสั่ง SQL  เพื่อเรียกข้อมูลรหัสนักศึกษา  ชื่อนักศึกษาและอายุ  โดยให้คัดเลือกเฉพาะผู้ที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี  (อ้างอิงจากตัวอย่างในหัวข้อข้างต้น)
                   SELECT ID, NAME, AGE FROM STUDENT WHERE AGE <=18:

              3. ภาษาสำหรับการควบคุมข้อมูล  (Data control Language: DCL)  หมายถึง  คำสั่งที่ใช้ในการควบคุมความถูกต้องของข้อมูล  คำสั่งควบคุมสภาวการณ์ใช้ข้อมูลพร้อมกัน  จากผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกัน  และคำสั่งควบคุมความปลอดภัยของข้อมูล  การใช้สิทธิอำนาจของผู้ใช้แต่ละคนในการเรียกดูหรือปรับปรุงข้อมูล

                   ระบบจัดการฐานข้อมูล คือ ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการฐานข้อมูล  ได้แก่  ควบคุมดูแลในการสร้างการปรับปรุงข้อมูล  การเรียกใช้ข้อมูล  การจัดทำรายงาน  จึงอาจกล่าวได้ว่าระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูลทำให้สามารถสรุปหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล  ได้ดังนี้
                       1.  กำหนดและเก็บโครงสร้างฐานข้อมูล  ระบบจัดการฐานข้อมูล  จะสร้างพจนานุกรมข้อมูลขึ้น เมื่อมีการกำหนดโครงสร้างของฐานข้อมูลขึ้นมา  เพื่อเก็บรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฐานข้อมูล เช่น  ชื่อตาราง  ชื่อฟิลด์  ตลอดจนคีย์ต่าง ๆ เป็นต้น
                       2.  รับและเก็บข้อมูลในฐานข้อมูล  ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำการรับและเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูลเพื่อใช้ในการประมวลผลต่อไป
                       3.    ดูแลรักษาข้อมูล  ระบบจัดการฐานข้อมูลจะดูแลรักษาข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ในระบบฐานข้อมูล
                       4.    ติดต่อกับตัวจัดการระบบแฟ้มข้อมูล  โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะประสานกับตัวจัดการระบบแฟ้มข้อมูล  (File Management)  ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นการทำงานหนึ่งของระบบการดำเนินงาน (Operating System : OS) ในการค้นหาว่าข้อมูลที่เราต้องการนั้นเก็บอยู่ในตำแหน่งใดในดิสก์  โดยระบบจัดการฐานข้อมูลจะคอยประสานกับตัวจัดการระบบแฟ้มข้อมูลในการจัดการเก็บ  การปรับปรุงข้อมูลและการเรียกใช้ข้อมูล
                       5.    ควบคุมความบูรณภาพของข้อมูล  (Integrity Control)  ระบบการจัดการฐานข้อมูล  จะต้องควบคุมค่าของข้อมูลในระบบให้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น  เช่น  รหัสสินค้าที่ปรากฏในใบสั่งซื้อสินค้าจะต้องเป็นรหัสที่มีอยู่ในระเบียนของสินค้าทั้งหมดในร้าน  เป็นต้น
                       6.    ควบคุมความปลอดภัย (Security Control)  ระบบจัดการฐานข้อมูลจะสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับฐานข้อมูลโดยป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ได้เข้ามาเรียกใช้ หรือแก้ไขข้อมูลในส่วนที่ต้องการปกป้องไว้
                       7.    การสร้างระบบสำรองและการกู้ (Backup and Recovery)  ระบบการจัดการฐานข้อมูลจะจัดทำข้อมูลสำรอง   เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น  เช่น  ระบบแฟ้มข้อมูลเสียหายหรือเครื่องเสียหาย  ระบบจัดการฐานข้อมูลก็จะใช้ระบบข้อมูลสำรองนี้ในการกู้สภาพการทำงานของระบบให้เข้าสู่สภาวะปกติได้
                       8.    ควบคุมภาวการณ์ใช้ข้อมูลพร้อมกันของผู้ใช้ (Concurrency Control) ระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีคุณสมบัติในการควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกันนี้  จะทำการควบคุมการใช้ข้อมูลพร้อมกันของผู้ใช้หลายคนในเวลาเดียวกันได้  เช่น  กรณีถ้าผู้ใช้คนหนึ่งกำลังทำการแก้ไขข้อมูลรายการใดอยู่  ระบบจะไม่อนุญาตให้ผู้ใช้คนอื่นเข้ามาเรียกใช้ข้อมูลรายการนั้นจนกว่าการแก้ไขจะเสร็จเรียบร้อย  เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเรียกใช้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

          ผู้บริหารฐานข้อมูล  เป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมการบริหารงานของระบบฐานข้อมูลทั้งหมด  เป็นผู้ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะรวบข้อมูลใดบ้างเข้าไว้ในระบบ  จะจัดเก็บข้อมูลด้วยวิธีใด  ใช้เทคนิคในการเรียกใช้ข้อมูล  กำหนดระบบความปลอดภัยและความบูรณภาพของข้อมูล  กำหนดแผนการสร้างระบบข้อมูลสำรองและการกู้  ประสานงานให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นใช้  ตลอดจนปรับปรุงเมื่อผู้ใช้มีความต้องการที่เปลี่ยนไปจากเดิม  ผู้บริหารฐานข้อมูลจึงต้องคอยปรับฐานให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา